ประวัติศาสตร์ชุมชน
หมู่ที่ 6 บ้านสำนักหลุมพอ ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
หมู่ที่ 6 บ้านสำนักหลุมพอ ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
จุดเริ่มต้นของการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนของบ้านสำนักหลุมพอ หมู่ที่ 6 ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ทางกลุ่มนักศึกษาผู้รับผิดชอบได้ทำการสำรวจพื้นที่ สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชน สภาพบ้านเรือนและสภาพแวดล้อมของชุมชน เพื่อที่จะนำมาประกอบการทำแผนที่เดินดินก่อน ในช่วงของการลงพื้นที่ก็ได้ทำการสอบถามและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อที่จะนำมาศึกษาประวัติศาสตร์ของชุมชนควบคู่ไปด้วย ข้อมูลที่ได้มา ทางกลุ่มนักศึกษาผู้รับผิดชอบ ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้ใหญ่ขวัญชัย ชูสุวรรณ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบัน คุณจักรพันธ์ ไตยธรทรัพย์มณี อบต. หมู่ 6 ตำบลท่างิ้ว คุณลุงไสว พิมพกาญจน์ คณะกรรมการหมู่บ้านฝ่ายวัฒนธรรม คุณลุงไสว เดชะพันธ์ คณะกรรมการหมู่บ้านฝ่ายการศึกษา และคุณพงศ์นิวัตน์ ติชินพงษ์ ซึ่งประกอบอาชีพทำสวนในลักษณะสวนสมรม และประชาชนทั่วไปในชุมชน จากการนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลเป็นภาพรวม ทำให้สามารถรับรู้ถึงความเป็นมาของชุมชนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันได้
บ้านสำนักหลุมพอ หมู่ที่ 6 ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นหมู่บ้านที่แยกออกจาก หมู่ที่ 4 ตำบลท่างิ้วเดิม จากอดีตจะมีต้นไม้หลุมพอขนาดใหญ่ 1 ต้น อยู่ริมทางถนนสาย นครศรีฯ – นบพิตำ จะเป็นจุดศูนย์รวมที่มีคนเดินทางนำผลไม้หรือผลิตผลทางการเกษตรมาขาย จึงได้มีการเรียกขานบริเวณนี้ว่า “บ้านสำนักหลุมพอ” บ้านสำนักหลุมพอ หมู่ที่ 6 ตำบลท่างิ้ว ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีระยะห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ประมาณ 10 ก.ม. ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อ คือ ทิศเหนือ จดพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลท่างิ้ว ทิศใต้ จดพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลกำแพงเซา ทิศตะวันออก จดพื้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลนาทราย อำเภอลานสกา และทิศตะวันตก จดพื้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลท่างิ้ว
เริ่มแรก พื้นที่ส่วนใหญ่ประมาณ 80% ของพื้นที่หมู่บ้านทั้งหมด มีเจ้าของเป็นคนๆ เดียว คือ นายเยื้อง รัตนโชติ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่ที่ 6 ตำบลท่างิ้ว จากนั้นก็ได้มีการจัดสรรขายให้แก่ประชาชนทั่วๆ ไป และได้มีการมอบพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์แก่ชุมชน ปัจจุบันพื้นที่ส่วนนั้นเป็นผืนป่าชุมชน ช่วงแรกจะมีประชาชนมาอยู่อาศัยประมาณ 50 ครัวเรือน มีประชากรประมาณ 200 คน ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำสวนและอาชีพเกษตรกร การดำรงชีวิตประจำวันของคนในชุมชนจะเป็นแบบเรียบง่าย มีการพึ่งพาอาศัยกันน้อย แต่ละครอบครัวมุ่งที่จะประกอบอาชีพของตนเอง ประกอบกับช่วงนั้นภายในชุมชนจะประสบปัญหาเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่นและปัญหาผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ รวมทั้งเส้นทางการคมนาคมระหว่างกันไม่ค่อยสะดวก ปัญหาอีกบางอย่างที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ที่เกิดจากกลุ่มคนบางคนที่ต้องการที่จะแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง คือ ปัญหาการตัดไม้เถื่อนและการต้มเหล้าเถื่อนขาย แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ได้รับการต่อต้านจากประชาชนในชุมชน ทำให้ปัญหาเหล่านั้นหมดไปในช่วงเวลาสั้นๆ ทางด้านประเพณีที่คนในชุมชนปฏิบัติสืบทอดกันมาก็คือ ประเพณีลากพระ ซึ่งคนในชุมชนของหมู่ที่ 6 บางส่วนนิยมที่จะไปร่วมประเพณีกันที่วัดบ้านตาล อยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลกำแพงเซา และวัดป่ายาง อยู่ในพื้นที่หมุ่ที่ 4 ตำบลท่างิ้ว ตามความสะดวกของแต่ละคน เพราะในพื้นที่ของหมู่ที่ 6 จะไม่มีศาสนสถานของศาสนาพุทธ จะมีเฉพาะสถานที่ทางศาสนาของศาสนาอิสลามเท่านั้น
ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือ ได้เกิดวาตภัยขึ้นในหมู่บ้าน สร้างความเสียหายแก่พื้นที่ทางการเกษตรของคนในชุมชนและผืนป่าของชุมชน ในช่วงนั้นทำให้ชุมชนเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้คนในชุมชนต้องเปลี่ยนแปลงการประกอบอาชีพ โดยส่วนใหญ่จะหันไปประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและออกไปหางานทำที่อื่น
ในปัจจุบัน บ้านสำนักหลุมพอ หมู่ที่ 6 ตำบลท่างิ้ว มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 317 ครัวเรือน มีประชากรทั้งหมดประมาณ 1,700 คน แบ่งเป็นนับถือศาสนาพุทธประมาณ 60 % และศาสนาอิสลามประมาณ 40 % ประชาชนในชุมชนเริ่มที่จะหันกลับมายึดอาชีพทำสวนและอาชีพเกษตรกรมากขึ้น แต่ก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จมากนัก อันเป็นผลมาจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ไม่เป็นไปตามฤดูกาล ทั้งปัญหาในด้านราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ไม่มีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบเข้ามาดูแลเท่าที่ควร รวมทั้งประชาชนที่ยึดอาชีพทำสวนและอาชีพเกษตรกรขาดความรู้ ประสบการณ์ในการประกอบอาชีพ การรวมกลุ่มสร้างงานสร้างอาชีพ เช่น การรวมกลุ่มผลิตปุ๋ย รวมกลุ่มทำขนมพื้นบ้าน ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและกลุ่มผู้นำชุมชนก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร สาเหตุที่ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จเกิดจากการที่ประชาชนในชุมชนไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ทุกคนมุ่งแต่จะได้รับประโยชน์จากอาชีพหลักของตนเอง ไม่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ส่วนรวม ภายในชุมชนยังขาดระบบสาธารณูปโภคที่ทั่วถึง ทำให้เกิดปัญหาน้ำกินน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง เส้นทางการคมนาคมภายในชุมชนยังไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร อันเป็นผลมาจากประชาชนในชุมชนบางส่วนไม่ยอมเสียสละพื้นที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เส้นทางคมนาคมจึงไม่สามารถที่จะขยับขยายและพัฒนาขึ้นได้ ปัญหาทางด้านการเมืองการปกครองในท้องถิ่นรวมทั้งปัญหาผู้มีอิทธิพลก็ไม่สามารถที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากในอดีตได้มากนัก มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำอยู่เรื่อยๆ จึงทำให้ผู้นำชุมชนที่จะเข้ามาพัฒนาชุมชนไม่สามารถที่จะทำงานพัฒนาชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนสภาพปัญหาของชุมชนในปัจจุบันที่เกิดขึ้นเด่นชัดที่สุดและรอการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนที่สุดก็คือ ปัญหาดินภูเขาถล่ม สืบเนื่องมาจากภายในชุมชนมีบ่อดินของกลุ่มนายทุนขนาดใหญ่อยู่บริเวณใกล้กับภูเขามหาชัย ที่ปัจจุบันไม่มีการขุดแล้ว และไม่มีการป้องกันดินถล่ม ปัจจุบันเมื่อถึงฤดูฝน มีฝนตกลงมาทำให้ดินอ่อนตัวและถล่มลงมา สร้างความเสียหายให้แก่ผืนป่าบนภูเขาและพื้นที่ทำการเกษตรของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก ปัญหาต่อมาที่รอการแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ ปัญหาแนวเขตที่ดินที่ทางราชการจัดสรรให้ประชาชนในชุมชนถือครองใช้เป็นพื้นที่ทำกิน เมื่อมีการจัดสรรพื้นที่ให้ประชาชนในชุมชนใช้เป็นพื้นที่ทำกินแต่ไม่มีการแบ่งเขตพื้นที่ที่ชัดเจนและมีความเสมอภาค จึงทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประชาชนในชุมชน สร้างความบาดหมางเกิดขึ้นในชุมชน เป็นปัญหาใหญ่ที่ทางราชการและผู้นำชุมชนควรเข้ามาแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะเกิดปัญหารุนแรงตามมา ปัญหาสุดท้ายที่เกิดขึ้นในชุมชนปัจจุบันที่ต้องได้รับการแก้ไขคือ ปัญหามลภาวะเป็นพิษอันเกิดจากกลิ่นและมูลสัตว์จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของผู้ประกอบการในชุมชน เป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน กลุ่มผู้นำชุมชนควรร่วมทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา เพื่อสร้างสภาวะทางสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เกิดขึ้นและป้องกันปัญหาที่เกิดต่อสุขภาพของประชาชนในชุมชน
บ้านสำนักหลุมพอ หมู่ที่ 6 ตำบลท่างิ้ว อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นหมู่บ้านที่แยกออกจาก หมู่ที่ 4 ตำบลท่างิ้วเดิม จากอดีตจะมีต้นไม้หลุมพอขนาดใหญ่ 1 ต้น อยู่ริมทางถนนสาย นครศรีฯ – นบพิตำ จะเป็นจุดศูนย์รวมที่มีคนเดินทางนำผลไม้หรือผลิตผลทางการเกษตรมาขาย จึงได้มีการเรียกขานบริเวณนี้ว่า “บ้านสำนักหลุมพอ” บ้านสำนักหลุมพอ หมู่ที่ 6 ตำบลท่างิ้ว ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีระยะห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ประมาณ 10 ก.ม. ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อ คือ ทิศเหนือ จดพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลท่างิ้ว ทิศใต้ จดพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลกำแพงเซา ทิศตะวันออก จดพื้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลนาทราย อำเภอลานสกา และทิศตะวันตก จดพื้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลท่างิ้ว
เริ่มแรก พื้นที่ส่วนใหญ่ประมาณ 80% ของพื้นที่หมู่บ้านทั้งหมด มีเจ้าของเป็นคนๆ เดียว คือ นายเยื้อง รัตนโชติ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่ที่ 6 ตำบลท่างิ้ว จากนั้นก็ได้มีการจัดสรรขายให้แก่ประชาชนทั่วๆ ไป และได้มีการมอบพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์แก่ชุมชน ปัจจุบันพื้นที่ส่วนนั้นเป็นผืนป่าชุมชน ช่วงแรกจะมีประชาชนมาอยู่อาศัยประมาณ 50 ครัวเรือน มีประชากรประมาณ 200 คน ส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำสวนและอาชีพเกษตรกร การดำรงชีวิตประจำวันของคนในชุมชนจะเป็นแบบเรียบง่าย มีการพึ่งพาอาศัยกันน้อย แต่ละครอบครัวมุ่งที่จะประกอบอาชีพของตนเอง ประกอบกับช่วงนั้นภายในชุมชนจะประสบปัญหาเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่นและปัญหาผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ รวมทั้งเส้นทางการคมนาคมระหว่างกันไม่ค่อยสะดวก ปัญหาอีกบางอย่างที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ที่เกิดจากกลุ่มคนบางคนที่ต้องการที่จะแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง คือ ปัญหาการตัดไม้เถื่อนและการต้มเหล้าเถื่อนขาย แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ได้รับการต่อต้านจากประชาชนในชุมชน ทำให้ปัญหาเหล่านั้นหมดไปในช่วงเวลาสั้นๆ ทางด้านประเพณีที่คนในชุมชนปฏิบัติสืบทอดกันมาก็คือ ประเพณีลากพระ ซึ่งคนในชุมชนของหมู่ที่ 6 บางส่วนนิยมที่จะไปร่วมประเพณีกันที่วัดบ้านตาล อยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 6 ตำบลกำแพงเซา และวัดป่ายาง อยู่ในพื้นที่หมุ่ที่ 4 ตำบลท่างิ้ว ตามความสะดวกของแต่ละคน เพราะในพื้นที่ของหมู่ที่ 6 จะไม่มีศาสนสถานของศาสนาพุทธ จะมีเฉพาะสถานที่ทางศาสนาของศาสนาอิสลามเท่านั้น
ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คือ ได้เกิดวาตภัยขึ้นในหมู่บ้าน สร้างความเสียหายแก่พื้นที่ทางการเกษตรของคนในชุมชนและผืนป่าของชุมชน ในช่วงนั้นทำให้ชุมชนเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้คนในชุมชนต้องเปลี่ยนแปลงการประกอบอาชีพ โดยส่วนใหญ่จะหันไปประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและออกไปหางานทำที่อื่น
ในปัจจุบัน บ้านสำนักหลุมพอ หมู่ที่ 6 ตำบลท่างิ้ว มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 317 ครัวเรือน มีประชากรทั้งหมดประมาณ 1,700 คน แบ่งเป็นนับถือศาสนาพุทธประมาณ 60 % และศาสนาอิสลามประมาณ 40 % ประชาชนในชุมชนเริ่มที่จะหันกลับมายึดอาชีพทำสวนและอาชีพเกษตรกรมากขึ้น แต่ก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จมากนัก อันเป็นผลมาจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ไม่เป็นไปตามฤดูกาล ทั้งปัญหาในด้านราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ไม่มีหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบเข้ามาดูแลเท่าที่ควร รวมทั้งประชาชนที่ยึดอาชีพทำสวนและอาชีพเกษตรกรขาดความรู้ ประสบการณ์ในการประกอบอาชีพ การรวมกลุ่มสร้างงานสร้างอาชีพ เช่น การรวมกลุ่มผลิตปุ๋ย รวมกลุ่มทำขนมพื้นบ้าน ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและกลุ่มผู้นำชุมชนก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร สาเหตุที่ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จเกิดจากการที่ประชาชนในชุมชนไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ทุกคนมุ่งแต่จะได้รับประโยชน์จากอาชีพหลักของตนเอง ไม่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ส่วนรวม ภายในชุมชนยังขาดระบบสาธารณูปโภคที่ทั่วถึง ทำให้เกิดปัญหาน้ำกินน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง เส้นทางการคมนาคมภายในชุมชนยังไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร อันเป็นผลมาจากประชาชนในชุมชนบางส่วนไม่ยอมเสียสละพื้นที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เส้นทางคมนาคมจึงไม่สามารถที่จะขยับขยายและพัฒนาขึ้นได้ ปัญหาทางด้านการเมืองการปกครองในท้องถิ่นรวมทั้งปัญหาผู้มีอิทธิพลก็ไม่สามารถที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงจากในอดีตได้มากนัก มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำอยู่เรื่อยๆ จึงทำให้ผู้นำชุมชนที่จะเข้ามาพัฒนาชุมชนไม่สามารถที่จะทำงานพัฒนาชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนสภาพปัญหาของชุมชนในปัจจุบันที่เกิดขึ้นเด่นชัดที่สุดและรอการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนที่สุดก็คือ ปัญหาดินภูเขาถล่ม สืบเนื่องมาจากภายในชุมชนมีบ่อดินของกลุ่มนายทุนขนาดใหญ่อยู่บริเวณใกล้กับภูเขามหาชัย ที่ปัจจุบันไม่มีการขุดแล้ว และไม่มีการป้องกันดินถล่ม ปัจจุบันเมื่อถึงฤดูฝน มีฝนตกลงมาทำให้ดินอ่อนตัวและถล่มลงมา สร้างความเสียหายให้แก่ผืนป่าบนภูเขาและพื้นที่ทำการเกษตรของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก ปัญหาต่อมาที่รอการแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ ปัญหาแนวเขตที่ดินที่ทางราชการจัดสรรให้ประชาชนในชุมชนถือครองใช้เป็นพื้นที่ทำกิน เมื่อมีการจัดสรรพื้นที่ให้ประชาชนในชุมชนใช้เป็นพื้นที่ทำกินแต่ไม่มีการแบ่งเขตพื้นที่ที่ชัดเจนและมีความเสมอภาค จึงทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประชาชนในชุมชน สร้างความบาดหมางเกิดขึ้นในชุมชน เป็นปัญหาใหญ่ที่ทางราชการและผู้นำชุมชนควรเข้ามาแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะเกิดปัญหารุนแรงตามมา ปัญหาสุดท้ายที่เกิดขึ้นในชุมชนปัจจุบันที่ต้องได้รับการแก้ไขคือ ปัญหามลภาวะเป็นพิษอันเกิดจากกลิ่นและมูลสัตว์จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของผู้ประกอบการในชุมชน เป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน กลุ่มผู้นำชุมชนควรร่วมทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหา เพื่อสร้างสภาวะทางสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เกิดขึ้นและป้องกันปัญหาที่เกิดต่อสุขภาพของประชาชนในชุมชน
